ทีมล้มละลาย FTX ปฏิเสธคำร้องจากเจ้าหนี้ที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) พร้อมเดินหน้าคัดกรองเข้ม

3

ทีมบริหารการล้มละลายของ FTX ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะไม่รับคำร้องขอชดเชยจากเจ้าหนี้ที่ ไม่ปฏิบัติตามกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการคัดกรองทางกฎหมายและความปลอดภัยที่กำลังดำเนินการอยู่

KYC กลายเป็นเงื่อนไขหลักในการชดใช้หนี้
KYC กลายเป็นเงื่อนไขหลักในการชดใช้หนี้

คำประกาศนี้มีขึ้นหลังจาก FTX เปิดเผยว่า มีกลุ่มเจ้าหนี้จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ดำเนินการตามข้อกำหนด KYC อย่างครบถ้วน และขณะนี้ได้ถูกระบุว่า “ไม่ได้รับการยอมรับ” ในกระบวนการชำระบัญชีตามกฎหมายล้มละลาย

แถลงการณ์จากทีมล้มละลาย

ตามข้อมูลที่ได้รับจากเอกสารทางการของ FTX ทีมผู้จัดการการล้มละลายระบุว่า
“การยืนยันตัวตนตามข้อกำหนด KYC ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญต่อการป้องกันการฉ้อโกง และสร้างความมั่นใจในความถูกต้องของเจ้าหนี้แต่ละราย”

กระบวนการนี้ยังสอดคล้องกับกฎระเบียบของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบตัวตนและการต่อต้านการฟอกเงิน ซึ่งมีผลต่อการจัดการและคืนเงินให้กับเจ้าหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการล้มละลายของ FTX

ผลกระทบต่อเจ้าหนี้และการดำเนินการในอนาคต

สำหรับเจ้าหนี้ที่ยังไม่ผ่านการยืนยัน KYC หรือเพิกเฉยต่อคำร้องของผู้ดูแลระบบ พวกเขาอาจหมดสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยในรอบการจ่ายครั้งต่อไป หากยังไม่ปฏิบัติตามในกรอบเวลาที่กำหนด

ทีมบริหารยังเน้นย้ำว่า เจ้าหนี้ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรกในการรับเงินคืน ขณะที่ผู้ที่ไม่ผ่านจะต้องรอการพิจารณาใหม่ในรอบถัดไป — หากมี

บทสรุป

การปฏิเสธคำร้องของเจ้าหนี้ที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนเน้นย้ำว่า กระบวนการทางกฎหมายในกรณีล้มละลายไม่ได้มุ่งเน้นแค่การจ่ายคืนเงินเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ ความโปร่งใส ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อบังคับทางการเงิน อย่างเคร่งครัด เจ้าหนี้ของ FTX ควรรีบดำเนินการตามขั้นตอน KYC โดยเร็ว หากยังต้องการรักษาสิทธิ์ในการชดเชย

แหล่งที่มา: cryptoslate.com


คำเตือนความเสี่ยง:
ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ ความเสี่ยงจากการลงทุนเป็นความรับผิดชอบของผู้ลงทุนเอง
บทความก่อนหน้านี้มือถือปลอมฝังมัลแวร์ขโมยคริปโต! พบการแพร่ระบาดแล้วกว่า 2,600 เครื่อง
บทความถัดไปสหรัฐฯ เดินหน้ากรอบกำกับดูแล Stablecoin แม้เจอแรงต้านจากประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนของ Trump